ชีวิตคู่มันมีอะไรมากกว่าแค่คำว่า “รัก” (จากประสบการณ์ส่วนตัว)

ขออนุญาตใช้พื้นที่นี้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตคู่ของผมกับแฟนนะครับ

ผมชื่อ “หนึ่ง” ครับ แฟนผมชื่อ “เดียว” เราสองคนรู้จักกันมานานกว่า 16 ปีแล้ว เจอกันตอนมัธยมที่ค่ายอบรมผู้นำเยาวชนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเมื่อปลายปี 2541 ตั้งแต่มัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยเราเรียนกันคนละที่ คนละจังหวัด ระยะทางทำให้เราเลิกรากันถึง 2 ครั้งสองครา แต่สุดท้ายเราก็บังเอิญมาพบกันอีกครั้งในงานรับปริญญาของเพื่อนจากค่ายอบรมฯคนหนึ่ง…จนถึงวันนี้เราแต่งงานกันมาแล้ว 7 ปีแล้วครับ และตอนนนี้เราก็มีลูกสาวอายุ 9 เดือนชื่อว่าน้อง “คนนี้” ครับ

ตลอด 16 ปี เรื่องราวความรักของเราถูกบันทึกไว้ในไดอารี่หลายเล่ม จดหมายหลายฉบับ (สมัยก่อนมีแพ็คลิงค์ก็หรูแล้วครับ เวลาอย่างเขียนอะไรยาวๆก็ต้องพึ่งจดหมายอย่างเดียวเลยครับ) พอเอากลับมาดูทีไรก็จะเจออะไรที่มันทั้งหวานเลี่ยน น้ำเน่า เรื่องตัดพ้อ ง้องอนที่ดูงี่เง้างี่เง่า ^^ มีหมดครับ มีเขียนกลอนให้กัน แต่งเพลงให้กัน อัดเพลงรักใส่เทปส่งให้กัน คำว่าคิดถึง เป็นกำลังใจให้ ห่วงใยนะ ถูกใช้นำมาปิดท้ายในข้อความเกือบทุกครั้ง แต่ที่ไม่ค่อยเห็น (แต่ก็มีบ้าง) ก็คือ คำว่า “รัก” อาจจะเป็นเพราะสมัยก่อนตตอนที่ยังเป็นเด็กหรือวัยรุ่น (ในสมัยนั้น) เรารู้สึกว่าคำๆนี้มันเป็นคำที่มีความหมายสำคัญเลยไม่กล้าที่จะใช้บ่อยถึงแม้ว่าในใจคิดว่ารู้สึกแบบนั้นก็ตาม

ผ่านเข้าสู่ในวัยทำงาน ในยุคที่เทคโนโลยีสื่อสารเริ่มดีขึ้นแล้ว ประกอบกับมาทำงานที่กรุงเทพด้วยกัน ก็มีโอกาสเจอกันบ่อยขึ้น ทำความรู้จักและเรียนรู้กันอย่างจริงจังมากขึ้น พูดคำว่ารักให้กันง่ายขึ้นและมากขึ้น จนกระทั้งแต่งงานมีครอบครัวด้วยกัน…สิ่งหนึ่งที่พอเราโตขึ้นแล้วเรียนรู้ได้จากเรื่องราวของตัวเองก็คือ จริงๆแล้วแค่คำว่ารักที่เราเคยคิดว่ามันสำคัญและคือที่สุดของการได้เป็นแฟนกัน ได้แต่งงานกัน มันไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดเลยจริงๆ ยิ่งเป็นยุคสมัยที่ความรักมันเกิดขึ้นได้ง่ายแบบยุคนี้แล้ว ชึวิตคู่จริงๆมันเลยต้องการอะไรที่มากกว่าความรัก

เพราะการมีเพียงแค่ความรัก
ไม่อาจทำให้ชีวิตคู่อยู่กันอย่างยืนยาวและมั่นคงได้

ถึงตรงนี้หากให้เล่าปัญหาและอุปสรรคที่คำว่ารักหรือแค่ความรักอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เราสองคนผ่านมันมาได้ก็คงจะต้องเขียนอีกยาว แต่ทุกครั้งที่เราเจอปัญหาชีวิตคู่หรือปัญหาในครอบครัวผมก็มักจะจดบันทึกเอาไว้ เลยพอที่จะรบรวมและสรุปมาเป็นข้อๆสั้นๆไว้เตือนใจ หวังว่ามันน่าจะพอเป็นประโยชน์บ้างกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ได้เผลอแวะเข้ามาอ่านไม่มากก็น้อยนะครับ ^^

1.    เวลาทะเลาะกัน ให้รีบคิดว่าพรุ่งนี้ก็ลืมแล้วว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ให้รีบคืนดีกัน
2.    อย่าเบื่อที่จะรับสาย เพราะมันดีกว่าไม่มีใครโทรเข้ามา
3.    ไม่มองบ้าง ไม่พูดบ้าง ทำให้ความรักยืนยาวขึ้น
4.    ความรักไม่ใช่เกมส์กีฬา อย่ามัวแต่หาคนชนะหรือแพ้ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเป็นนผู้แพ้ทั้งคู่
5.    เมื่อคนหนึ่งพูด อีกคนต้องฟัง
6.    อย่าเปรียบเทียคนรักของเรากับคนอื่น
7.    หาเวลาออกไป dinner บ้าง
8.    อย่ามองเหตุผลของตนเป็นใหญ่เสมอ
9.    เข้าใจให้มากกว่าเอาแต่ใจ
10.    ทำให้เหมือนเพิ่งรักกันวันแรกเสมอ
11.    ต้องเข้าใจว่า คิดต่างกัน ไม่ได้แปลว่าไม่รักกัน
12.    ฝึกคิดบวกให้มากกว่าคิดลบ
13.    กอดกันให้บ่อย เท่าที่คิดถึงกัน
14.    ยิ้มให้กัน ให้มากกว่าที่กอดกันยิ่งดี
15.    การใช้ชีวิตคู่เท่ากับการแชร์พื้นที่กัน
16.    จำไว้ว่า “พื้นที่ส่วนตัว” สำคัญต่อการใช้ชีวิตคู่เสมอ
17.    อย่าทำงานหนักเกินไป จนลืมว่ามีใครที่สำคัญกว่านั้น
18.    ก่อนนอน..ห่มผ้าให้กันบ้าง
19.    ความรักก็เหมือนการเต้นรำ…บางจังหวะเราต้องนำ บางจังหวะเราก็ต้องตาม
20.    อย่าทำร้ายคนที่เรารัก ด้วยคำพูดที่แปลว่าไม่รักกัน
21.    ดูแลร่างกายกันแล้ว ก็อย่าลืมดูแลจิตใจกันด้วย
22.    ความรักหมดได้…ก็เติมใหม่ได้
23.    “สู้” “เป็นกำลังใจให้นะ” 2 คำนี้ ที่ควรพูดบ้าง
24.    ทำให้คนเรารักรู้ว่า จะมีเราเคียงข้างและพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันเสมอ
25.    ยอมรับที่จะเรียนรู้ ถ้าคิดจะใช้ชีวิตคู่กับใครอีกคน
26.    หัดลืมอดีต และเรื่องเก่าๆเสียบ้าง
27.    ลองออกไปยืนมองพระจันทร์เต็มดวงด้วยกันบ้างก็ดี
28.    ต้องรู้จักพูด “ขอโทษ” ให้เป็น (ถึงไม่ผิดก็ “ขอโทษ” ได้)
29.    แชร์เพลงรักไปให้เค้าหรือเธอฟังบ้าง
30.    จำไว้ว่า สุดท้ายไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า “ครอบครัว”

ขอบคุณครับ ^^

“กอด” ตอนที่ 9 (ตอนจบ)

(Written by LOVE A LOT เสื้อคู่รัก)

อ่าน “กอด” ตอนที่ 1-8

“ต้น!” เสียงตะโกนเรียกจากด้านหลัง ขณะที่ต้นกำลังเดินเข้าบ้าน
ต้นหันหลังกลับมาพร้อมใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม หลังพบว่าเสียงเรียกนั้นคือเสียงของหญิงสาวที่ตนกำลังคิดถึงอยู่
“หวัดดีกานต์….” ชายหนุ่มเรียกชื่อเธอ แต่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“พรุ่งนี้เช้ามารับเราด้วยนะ” กานต์พูดพร้อมรีบหันหลังเดินกลับบ้านเธอทันที ไม่ทันทีจะให้ชายหนุ่มมองเห็นรอยยิ้มของเธอเช่นกัน
คงไม่ต้องเดาว่าใจของต้นตอนนี้เต้นแรงแค่ไหน
………………………..

เช้านี้ไดอารี่ของกานต์ถูกเปิดหน้าใหม่ พร้อมกับภาพวาดใบหน้าที่มีรอยยิ้มและข้อความสั้นๆว่า “วันแรกของเรา”
ต้นมารอกานต์ที่หน้าบ้านแต่เช้า เพียงได้เห็นเธอเดินออกมารอยยิ้มก็เปื้อนเต็มใบหน้ามากกว่าที่เคยมีมา
“ยิ้มอะไรอ่ะ” กานต์ถาม
“เปล่า….ก็ดีใจที่ได้เจอ…” ต้นตอบ
“เช้านี้อากาศดีเนอะ” ต้นเริ่มประโยคสนทนาอีกครั้ง หลังจากทั้งคู่เดินออกมาได้สักพัก
“อื้ม..” กานต์ตอบสั้นๆ
วันแรกของทั้งคู่ เริ่มต้นอย่างมีความสุข
…………………………

(สองเดือนผ่านไป)

“กานต์…วันนี้เลิกงานเร็วหน่อยได้มั้ย?” ต้นถามขณะเดินออกไปขึ้นรถด้วยกันในรุ่งเช้าเช่นปกติ
“ทำไมเหรอ? มีอะไรรึเปล่า?” หญิงถามด้วยความสงสัย
“วันนี้ครบรอบ 2เดือน ที่เราครบกัน…ต้นอยากพากานต์ไปที่ที่นึง”
“อืม…งั้นเดียวเราโทรหานะ” กานต์ตอบพร้อมทำหน้าสงสัย
………………………….

ต้นมาถึงที่หมายที่ร้านกาแฟร้านประจำใกล้ๆออฟฟิศของกานต์ก่อนเวลานัด  ดูท่าทางชายหนุ่มตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
จนกระทัั่งเลยเวลานัดไปเกือบชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีวี่แววของหญิงสาวเลย ต้นพยายามโทรหาหลายครั้งแล้วแต่ก็ติดต่อไม่ได้
ข้อความสุดท้ายที่ต้นได้รับจากกานต์ทางไลน์ซึ่งก็เป็นช่วงก่อนเวลานัดคือ “รอเราหน่อยนะ”

พระอาทิตย์เริ่มตกดิน คนเริ่มเต็มร้านแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ที่ที่ต้นจะพากานต์ไป แต่นั่นคงไม่สำคัญแล้ว สิ่งเดียวที่ต้นคิดตอนนี้คือ “กานต์อยู่ที่ไหน?”
เค้าเริ่มเดินออกจากร้านเพื่อตามหาเธอโดยไม่สนใจว่าฝนก็เริ่มโปรยเม็ดลงมาแล้ว….
เค้าเดินไปที่หน้าออฟฟิศเธอ ซึ่งดูเหมือนว่าทุกคนจะกลับไปหมดแล้ว
เดินไปที่ป้ายรถเมล์ใกล้ๆ ก็ไม่พบอะไรที่นั่น
ต้นโทรไปหาลุงนพเพื่อถามว่ากานต์กลับถึงบ้านรึยัง แต่ดูเหมือนว่าเธอก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น
เหมือนวันนี้จะไม่ใช่วันของต้น เค้านั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์คนเดียวได้พักใหญ่แล้ว มีเพียงเค้า แล้วฝนที่กำลังตกอยู่ เค้าเริ่มเป็นห่วงเธอมากขึ้นเรื่อยๆ….

และแล้วเสียงโทรศัพท์ของต้นก็ดังขึ้น
“ต้น”
“ฮัลโหลกานต์ กานต์อยู่ที่ไหน เราเป็นห่วงกานต์มากนะ” ต้นรีบถามไปด้วยความเป็นห่วงเมื่อรู้ว่าเป็นเสียงกานต์ที่โทรเข้ามา
“ต้น…เราอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนนี่ไง”
ชายหนุ่มรีบเงยหน้ามอง เห็นหญิงสาวกำลังยืนถือดอกไม้ตัวเปียกโซกอยู่ในตู้โทรศัพท์ฝั่งตรงข้าม
เค้ารีบวิ่งข้ามถนนเพื่อให้ถึงตัวเธอเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เค้าเข้าไปสวมกอดเธอไว้โดยไม่รอให้เธอเอื้อนเอ่ยอะไร

ถึงวินาทีนี้ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่วิเศษแค่ไหน
ดอกไม้ช่อใหญ่ที่สวยปานใด
คงเทียบไม่ได้กับความรู้สึกของคนสองคนที่มีตอนนี้

ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอได้รู้ว่ามีผู้ชายอีกคนรักเธอมากเพียงใด
และผู้ชายคนนั้นก็ได้รู้ว่า อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นจากคนที่เค้ารักนั้นเป็นเช่นไร

……………………………….

จบบริบูรณ์

 

อยากบอกให้โลกรู้…ว่า “หนูท้องแล้วค่ะ” (How To)

ช่วงนี้เห็นคนตั้งครรภ์เยอะมาก รวมถึงคนที่บ้านด้วย (ภรรยาผมเอง ^^) ยังจำได้ดีวันที่รู้ว่าเธอท้องว่าอยากจะถ่ายรูปส่งไปบอกคุณแม่คุณพ่อและเพื่อนๆขนาดไหน 

จริงๆเรื่องนี้ต่างชาติเค้าค่อนข้างให้ความสนใจมานานแล้วและถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในบางที่ด้วยซ้ำไปในการแจ้งข่าวเรื่องการตั้งครรภ์หรือที่เรียกว่า ‘Pregnancy Announcement’ จริงจังขนาดว่าบางครอบครัวเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้วก็ถักรองเท้าคู่เล็กๆแล้วส่งไปให้คุณพ่อคุณแม่ซึ่งอยู่อีกเมืองหนึ่งเพื่อเซอร์ไพรส์ท่าน จนปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของ Social Media ต่างๆ กระแส Pregnancy Announcement ก็เริ่มเข้ามาที่บ้านเรามากขึ้น 

วันนี้ผมก็เลยขอรวบรวมวิธีถ่ายภาพเพื่อทำ Pregnancy Announcement ให้ได้อ่านกัน เผื่อครอบครัวไหนสนใจก็เอาไปทำตามได้นะครับ ผมว่ามีความสุขทั้งคนถ่าย และคนชม รวมทั้งเจ้าตัวเล็กในท้องด้วยนะครับ

1. ถ่ายภาพเครื่องตรวจครรภ์ แต่ถ้าถ่ายกันตรงๆมันก็จะธรรมดาไป ลองใส่ลีลาการแสดงของพ่อกับแม่เข้าไปด้วยน่าจะเรียกเสียงฮากันไม่น้อยนะครับ ^^ 
 

2. แบบที่สองถ่ายกับของเด็กอ่อนเช่น รองเท้า หรือ ชุดเด็กอ่อน วิธีนี้ถ้าใช้มุมกล้องสวย ก็จะได้ภาพที่น่ารักแสนประทับใจเลยหล่ะครับ

3. วิธีนี้เป็นวิธีฮอทฮิทอีกวิธีหนึ่งก็ว่าได้ครับ นั่นก็คือถ่ายรองเท้า 3 คู่ ของพ่อ แม่ แล้วก็เจ้าตัวเล็ก ถ้าให้ดีต้องเป้นภาพที่พ่อกับแม่ใส่อยู่ ส่วนของลูกก็วางไว้ข้างๆกัน เหมือนกับว่ากำลังรอเค้ามาใส่ ใครเห็นรูปแบบนี้ก็ต้องรีบมาแสดงความมยินดีกับเราแน่นอนครับ หัวเราะ

4. เป็นวิธี advance จากข้อที่แล้วครับ คือเราสามารถเขียนปีเกิดของเราไว้ที่รองเท้าแต่ละคู่ รวมถึงปีที่ลูกเราจะเกิดขึ้นมาด้วย จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจไปอีกแบบครับ

5. อีกแบบนึง เหมาะกับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงแสนรักครับ จับเค้ามาเป็นพร็อพถ่ายแบบก็รองเท้าใบเล็กๆแบบนี้ก็ดูน่ารักดีครับ

6. หรือจะเป็นแบบนี้ที่ฝรั่งเค้าก็นิยมทำกัน ก็คือเขียนสมการบอกตัวเลขของจำนวนสมาชิกในบ้านลงในฉากหลัง จะเขียนจริงๆ หรือมาตกแต่งภาพภายหลังก็ได้ เพื่อแสดงว่าต่อไปนี้ เธอ + ฉัน = 3 ไม่ใช่ 2 นะจ๊ะ ประมาณนี้ หรือถ้าใครมีลูกคนแรกแล้วจะอุ้มมาในเฟรมก็ได้ครับ ก็แค่เปลี่ยนตัวเลขเป็น 4 5 หรือ 6 ตามจำนวนสมาชิกได้เลยครับ ^^ 

7. และถ้าครอบครัวคุณมีลูกอยู่แล้ว ก็อาจจะให้เค้าหรือเธอคนนั้นเป้นพระเอกในภาพไปเลย โดยอาจจะให้เค้าถือป้ายที่บอกว่า “หนูกำลังจะเป็นพี่ใหญ่ในบ้านแล้วน้าา”

8. สำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน อาจจะหยิบยืมวิธีถ่ายรองเท้ามาประยุกต์ใช้กับลูกๆแบบนี้ก็ได้นะครับ

9. แต่ถ้าครอบครัวไหนเบื่อถ่ายรองเท้า ก็ลองหาพร็อพอื่นๆซึ่งอาจจะมาจากกิจกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ชอบทำด้วยกัน เช่นปั่นจักรยาน อ่านหนังสือ หรือกีฬาประเภทต่างๆ แค่ว่าต้องหาสำหรับของเจ้าหนูน้อยให้ได้ก็จะได้ภาพเก๋ๆ ไม่ซ้ำใครแล้วครับ ยิ้ม

10. แต่ถ้าชอบแนวโรแมนติก ก็อาจจะเอาริบบิ้นมาผูกท้องคุณแม่ไว้แล้วบอกว่าในนี้คือของขวัญของเรา แบบนี้ก็ดูหวานๆดีนะครับ 

11.  หรือถ้าคุณหมอให้ฟิล์มultrasound เรามาในวันที่ไปตรวจ ก็อาจจะเอาฟิล์มนั้นมาถ่ายร่วมด้วยกับคุณพ่อคุณแม่ แค่คนเห็นแบบนี้ก็รู้ทันทีเลยว่าเรามีข่าวดีแล้ว ^^

12. สุดท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด ฝากไว้ให้กับคนที่ใจถึงหน่อย และคุณพ่อมีพุงน้อยๆ ถ้าทำได้ผมว่าได้ไลค์เยอะกว่า 11 วิธีข้างบนแน่นอนครับ เค้าล้อเล่น

ที่บอกว่ายังไม่ท้ายสุดเพราะว่านอกจากแบบทั้งหมดด้านบนนี้ คุณพ่อคุณแม่คู่ไหนที่มีวิธีอื่นๆที่น่ารัก ไม่เหมือนใคร ที่สำคัญทั้งคู่มีความสุขที่ได้ทำ ก็สามารถทำได้ครับ ไม่มีผิดไม่มีถูกเลยครับเรื่องนี้ มีแต่สนุก ความสุข และรอยยิ้ม ทั้งนั้นแหล่ะครับ ว่าแล้วผมขอไปคิดวิธีถ่ายกับคนท้องเริ่มโตต่อดีกว่าครับ แล้วถ้ามีโอกาสจะมาแชร์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ ^^

(ภาพทั้งหมดจาก internet)

365วัน..ใส่เสื้อคู่กัน..สนุกดี

มันเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่เราเพ้นท์เสื้อคู่ใส่ด้วยกัน

หลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้สร้างแบรนด์เสื้อคู่เล็กๆของเราขึ้นมา
จนมาถึงวันนี้ถ้าวันไหนไม่ได้ใส่เสื้อคู่กันหรือเสื้อเหมือนกันมันก็จะรู้สึกแปลกๆเลยก็ว่าได้
แรกๆก็ใส่เสื้อแบรนด์ตัวเองอยู่หรอกครับ แต่พอเริ่มเบื่อ (ก็มันใส่ทุกวันเลยอ่ะ ^^)
เราก็เริ่มไปหาเสื้อจากร้านทั่วไปที่เหมือนกัน หรือคล้ายๆกันมาใส่ บางครั้งก็มาจากคนละร้านแต่ผ้าเหมือนกันก็มีครับ
ตอนนี้ในตู้เสื้อผ้ามีแต่เสื้อคู่ทั้งนั้นเลยครับ ก็จะมีบางตัวที่ยังไม่มีคู่เหมือนกันที่ส่วนใหญ่จะเป็นของแฟนผมที่เค้าชอบแล้วก็ไปซื้อมาก่อนจากร้านๆนึง แล้วเค้าก็จะตระเวนหาอีกตัวที่เหมือนๆกันหรือใส่คู่กันได้มาให้ผมให้ได้ก่อน เค้าถึงจะใส่ของเค้าพร้อมกัน

แรกๆเพื่อนผมชอบถามว่าใส่เสื้อคู่มันดีตรงไหน โดยเฉพาะผู้ชายหลายคนจะรู้สึกอายเวลาแฟนบังคับให้ใส่เสื้อคู่ด้วยกัน…
ผมว่านี่ก็เป็นวิธีแสดงความรักอย่างนึงนะครับ การที่มีคนมาขอให้เราใส่เสื้อคู่กับเค้า หรือแม้แต่ตัวเราเองที่อยากใส่เสื้อคู่กับใครสักคน
มันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอครับ…ลองดูก็ได้นะครับ นอกจากจะเป็นเรื่องสนุกแล้ว ผมว่าวันนั้นไม่คุณก็แฟนคุณคงยิ้มได้กว้างกว่าทุกวันแน่นอนครับ ^^

ปล. ปีหน้าผมตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง “365วัน..ใส่เสื้อครอบครัวด้วยกัน..สนุกดี” เพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ของเราสองคนสักหน่อยครับ หวังว่าถึงตอนนั้นเพื่อนๆยังจะเข้ามาอ่านกันอีกนะครับ

หนึ่ง-เดียว

สวนสาธารณะ…ฉันรักเธอ

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นมาเมื่อหลายเดือนก่อน ในวันที่ผมต้องออกไปหาโลเคชั่นเพื่อถ่ายทำหนังสั้นเรื่องหนึ่ง เป้าหมายของเราอยู่ที่สวนลุมพินี เนื่องจากการเดินทางที่สะดวกและให้กับออฟฟิศของเพื่อนผมซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของโปรเจคนี้

จริงๆแล้วผมไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสวนสาธารณะบ่อยนัก โดยมักจะหาข้ออ้างเรื่องเวลาบ้างหรือไม่ก็สภาพดินฟ้าอากาศบ้าง เพื่อกลบเกลื่อนความขี้เกียจของตัวเอง ครั้งนี้เลยถือว่าโชคดีที่งานบังคับให้เราต้องมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าการมาสวนสาธารณะครั้งนี้มันจะทำให้ได้อะไรไปมากกว่าแค่เรื่องงาน

ลืมบอกว่าผมไปช่วงสายๆของวันอาทิตย์ครับ คนที่สวนลุมไม่ได้มาเยอะมากอย่างที่คิดไว้ตอนแรก (หวังว่าคงไม่ใช่เหตุผลเดียวกับผม ^^) ขณะเดินเข้ามาด้านใน นอกจากภาพคนเดิน หรือวิ่งออกกำลังกายที่เรามักจะเห็นกันชินตากันแล้ว ผมก็ได้เห็นครอบครัวน่ารักครอบครัวหนึ่งครับ เป็นครอบครัวชาวต่างชาติที่คงพากันมาเดินเล่น ไม่แน่ใจว่าเค้ามาเป็นครั้งแรกรึเปล่า แต่ที่แน่ๆผมคิดว่ามันดีกว่าการพาลูกไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแน่นอนครับ ที่สำคัญผมว่ามันน่าจะเป็นการสร้างความผูกพันในครอบครัวได้ดีทีเดียวครับ

การมาสวนสาธารณะ สิ่งที่เราจะเห็นมากที่สุดก็คือคนไม้ ใบหญ้า ผมว่าเวลาคนเราเหนื่อยๆ เครียดกับงานนั้น สีเขียวเป็นอีกสีที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ผืนหญ้าแผ่นใหญ่ด้านหน้าที่มีต้นไม้สูงใหญ่โอบกอดเป็นฉากหลังอยู่ มันช่างเย้ายวนให้ผมลงไปนอนเกลือกกลิ้งเสียนี่กะไร ยิ้ม

มาถึงตรงนี้เรื่องงานยังไม่ค่อยได้เท่าไหร่เลยครับ แต่ไม่รู้ทำไมใจมันอิ่มแบบบอกไม่ถูก ในใจก็นึกถึงคนที่บ้านว่าอยากให้เค้ามาด้วยจัง อยากให้เค้ามาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ด้วย บางทีเรานั่งทำงานในห้องสีเหลี่ยมทั้งวัน อยู่ในตึกที่เปิดแอร์ทั้งตึก มีเพื่อนเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์บ้างหรือหน้าโทรศัพท์มือถือบ้าง โลกในมือมันอาจดูเหมือนกว้างขึ้นก็จริง แต่โลกในชีวิตจริงมันกลับดูแคบลงไปถนัดตา…

สำรวจโลเคชั่นใกล้เสร็จแล้ว ก่อนกลับแวะนั่งพักกันตรงลานกว้างใกล้ประตูทางออก เหมือนฉากถูกจัดไว้แต่ไม่ใช่…ที่ม้านั่งด้านตรงข้ามซึ่งเหมือนถูกแบ่งฝั่งด้วยต้นไม้ใหญ่กลางลาน ผมได้พบกับสองครอบครัวที่มีความต่างที่เหมือนกัน ฝั่งซ้ายคุณพ่อลูกอ่อนกำลังป้อนข้าวให้ลูกในรถเข็นพร้อมรอยยิ้มของผู้เป็นพ่อ ฝั่งขวาชายไวกลางคนกำลังป้อนผลไม้ให้คุณแม่วัยชราอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้ฝั่งนี้จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มจากลูกชายแต่ผมเชื่อว่าคุณยายท่านนั้นคงยิ้มกว้างในใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

ความสุขมันอยู่รอบตัวเราจริงๆนะครับ แต่ถ้ายังหาไม่เจอ ลองไปที่สวนสาธารณะใกล้บ้านดูนะครับ ^^

งานแต่งงานริมชายหาดที่โรแมนติกที่สุดงานหนึ่ง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาหนึ่งกับเดียว (รวมถึงเจ้าตัวน้อยในท้องของเดียว) มีโอกาสได้ไปงานแต่งงานของเพื่อนรักของเราคนหนึ่ง ซึ่งจัดขึ้นที่ริมชายหาดที่พัทยาที่ Sea Sand Sun Resort and Spa (http://www.seasandsunpty.com/index.php) ซึ่งจริงๆแล้วทั้งคู่นั้นได้จัดงานแต่งงานตามประเภณีไทยไปแล้วที่บ้านของเจ้าสาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาไปแล้ว งานนี้จึงถือเป็นงานเลี้ยงฉลองสมรสมากกว่า และก็ถือว่าเป็นงานแต่งงานริมชายหาดครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าว และพิธีกรในงานด้วย ^^

ที่อยากมาเล่าให้ฟังคือความโรแมนติกที่เกิดขึ้นในงานวันนั้น บรรยากาศริมชายหาดก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานดูน่าสนใจและมีเสน่ห์มากขึ้น แต่ความรักและความโรแมนติกของคู่บ่าวสาวกลับมีส่วนสำคัญมากกว่าที่ทำให้เหตุการณ์ในงานวันนั้นยากที่จะลืมเลือนไปได้สำหรับคนทั้งคู่และแขกที่มีโอกาสได้ไปร่วมงาน

งานจัดขึ้นเป็นส่วนตัว มีแขกคนสนิทของทั้งคู่ที่ได้รับเชิญราวร้อยคนได้ การตกแต่งและธีมของงานถูกจัดขึ้นเอาใจเจ้าสาวในสไตล์ Gastby (http://goo.gl/gEJuCl) ริมชายหาด ไม่เว้นแม้แต่แขกที่มาร่วมงานก็ถูกเชิญให้แต่งตัวแนว Gastby กันมาด้วย

งานเริ่มขึ้นด้วยการเชิญแขกผู้มีเกียรติในงานมานั่งบริเวณซุ้มสีขาวที่จัดไว้เพื่อเตรียมรอรับเจ้าสาว โดยมีเจ้าบ่าว และเพื่อนเจ้าบ่าว ยืนรอเฉกเช่นในภาพยนต์ต่างประเทศที่เราเห็นกันบ่ิอยครั้ง ผมเองในฐานะเพื่อนเจ้าบ่าวก็อดที่จะตื่นเต้นกับพีธีการที่น่ารัก อบอุ่น และโรแมนติกเช่นนี้ไม่ได้ แต่คนที่ดูจะตื่นเต้นที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเจ้าบ่าว เพื่อนของผม 

และหลังจากที่เจ้าสาวเดินปรากฎตัวลงมาที่ชายหาดด้วยชุดเดรสสีขาว เจ้าบ่าวก็แทบจะทำอะไรไม่ถูก เว้นเสียแต่รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะไม่สามารถหุบลงได้ง่ายๆ ขั้นตอนนี้ถูกดัดแปลงมาจากการแต่งงานในโบสถ์ของชาวคริสต์ ต่างกันก็ตรงที่ไม่มีบาทหลวงมาเป็นผู้นำในพิธีก็เท่านั้น ก่อนทำการแลกแหวน ก็มีการกล่าวความในใจต่อกันและกัน และฉากนี้เองที่ทำให้เจ้าบ่าวเพื่อนผมถึงกับน้ำตาไหลในขณะที่กำลังพูดความรักที่เค้ามีต่อผู้หญิงที่เค้ารัก และประโยคหนึ่งที่ผมร็สึกประทับใจก็คือ “ของขวัญที่จะให้ในวันนี้ คือชีวิตที่เหลืออยู่จากนี้ที่จะคอยดูแลกันและกันให้ดีที่สุดและตลอดไป…”

เมื่อพิธีการแลกแหวนในช่วงแรกเสร็จสิ้นก็เป็นการเชิญแขกผู้มีเกียรติรับประทานอาหารซึ่งจัดขึ้นแบบบุฟเฟต์ โต๊ะยาวสองฝั่ง และโต๊ะ VIP ถูกจัดวางให้เข้ากับบรรยาศเป็นอย่า่งดี และเมื่อได้เวลา ก็เป็นพิธีการในช่วงที่สองซึ่งผมก็ได้มีโอกาสทำหน้าที่พิธีการฝ่ายชาย โดยมีเพื่อนของเจ้าสาวทำหน้าที่พิธีการฝ่ายหญิง สคริปต์และลำดับขั้นตอนถูกวางไว้อย่างกระชับและเป็นกันเอง มีการฉายวิดีโอของงานแต่งานแบบไทยให้แขกในงานได้ชม และก็ตามด้วยการเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวขึ้นมาบนเวลทีเพื่อทำการสัมภาษณ์และเล่นเกมส์นอกสคริปต์สักเล็กน้อยเพื่อให้บรรยากาศดูสนุกสนานมากขึ้น จากนั้นจึงปิดท้ายด้วยคำอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ คนสนิท และเพื่อนรักจากทั้งสองฝ่ายสลับผลัดเปลี่ยนกันกล่าว ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผมด้วย งานนี้เลยได้ทำหน้าที่หลายอย่างซึ่งผมเองก็ดีใจและเต็มใจทำให้เพื่อนรักของผมเช่นกัน   

งานเลี้ยงจบลงด้วยการถ่ายภาพรวม เสียงเพลง เต้นรำ และที่ขาดไม่ได้ก่อนกลับ เพื่อนๆเจ้าบ่าวเลยจัดให้เจ้าบ่าวได้เปียกน้ำสมใจ (สุดท้ายก็โดนกันหมดทุกคน ^^) จะได้จำได้ว่างานแต่งงานริมชายหาดครั้งนี้ แสนจะสนุก ประทับใจ และมีความสุขมากเพียงใด….

ขอขอบคุณ และแสดงความยินดีกับบ่าวสาว (เบสและปอ) เพื่อนรักของเราทั้งสองอีกครั้งด้วยนะครับ 

แบ่งปันประสบการณ์จากโครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ (ตอนที่1)

หลังจากทราบว่าภรรยาของผมตั้งครรภ์แล้ว นอกจากการหาข้อมูลเรื่องการฝากครรภ์และเตรียมความพร้อมด้านร่างกายเหมือนว่าที่คุณพ่อคุณแม่คู่อื่นๆแล้ว
เราก็หาข้อมูลในการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจด้วย โดยเฉพาะจิตใจของคุณแม่ เราอยากให้น้อง “คนนี้” สมบูรณ์และสุขภาพจิตดี สุดท้ายเราก็สมัครเข้าร่วมกับโครงการของเสถียรธรรมสถาน ชื่อโครงการว่า “โครงการจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์” ส่วนนึงเป็นเพราะอยู่ใกล้บ้าน และเราสองคนเองก็เคยมีโอกาสเข้าไปปฏิบัติธรรมที่ั่นั่นอยู่บ้างครั้งสองครั้งแล้วพบว่าสถานที่เงียบสงบ ร่มรื่นดี และไม่ได้สอนให้เรางมงายในเรื่องใดๆนอกเหนือจากการสอนให้เรารู้เท่าทันจิตของเราเอง ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาที่เราสองคนเคารพนับถืออยู่ รวมทั้งค่าใช้จ่ายของโครงการตลอดทั้ง 9 เดือน (9 ครั้ง) ของการตั้งครรภ์เพียง 800 บาทเท่านั้น (เราเริ่มเข้าตอนท้องได้ 2 เดือนครับ) ซึ่งเราก็จะได้รับหนังสือคู่มือต่างๆ เสื้อยืดของโครงการฯ รวมทั้งกระปุกออมสินแม่ชีน้อยไว้ให้ลูกด้วย ^^ ก่อนสมัครเราก็ลองอ่านรีวิวของคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเข้าโครงการนี้แล้ว ส่วนใหญ่ก็ชื่นชมและบอกว่าได้ประโยชน์ และหลายคนก็เข้าร่วมเป็นท้องที่สอง ท้องที่สามแล้ว ก็เลยช่วยให้เราสองคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ครับ

ถึงวันนี้หนึ่ง เดียว และคนนี้ เราเข้าโครงการมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ละครั้งก็ได้ความรู้ที่แตกต่างกันออกไปเพราะจะมีอาจารย์หมอซึ่งเป้นอาสาสมัครมาให้ความรู้ในด้านวิชาการ แต่สิ่งที่ได้รับเหมือนกันทั้ง 2 ครั้งก็คือ สภาวะจิตใจที่สงบและเป็นสุขมากขึ้นจากธรรมะที่ได้รับจากแม่ชีศันสนีย์ อาการเครียดของคุณแม่ที่ห่วงในเรื่องความสมบูรณ์ของลูกในท้องลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสำหรับผมแล้ว ด้วยเหตุและผล สภาวะจิตใจที่ดีของแม่ย่อมส่งผลดีสู่ลูกอย่างแน่นอน

โอกาสหน้าคงได้มาเล่าถึงรายละเีอียดของกิจกรรมในหนึ่งวันของโครงการจิตประภัสสรฯนี้ และขอเชิญว่าที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนลองหาโอกาสมาฟังดูก่อนสักครั้งก็ได้ครับ เค้ามีจัดทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนครับ ยังไม่ต้องเสียเงินก็เข้ามาฟังได้นะครับ แม่ชีท่านพูดมาคำนึงว่า ถ้าเราอยากได้ลูกที่ดี ในฐานะพ่อแม่เราก็ต้องลงทุนให้ลูก ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นการลงทุนทั้งเรื่องเวลาและจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสองเห็นด้วยกับแม่ชีครับ ยิ้ม


ครั้งแรกที่เข้าร่วมครับ (5 ม.ค. 57) คุณแม่แก้มเริ่มออกแล้วครับ ^^


เข้าไปชมภาพเพิ่มเติมได้จากเฟสบุคของเสถียรธรรมสถานตาม link ด้านล่างนะครับ
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10151917106078099.1073742440.174757338098&type=3